จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สรุปราชวงค์โจว

ราชวงค์โจว : ต้นแบบอารยธรรมจีน

การสถาปนา

  • สถานาขึ้นโดย "โจวอู่หวัง"
  • แบ่งออกเป็น 2 ยุคสมัย
    • โจวตะวันตก  ประมาณ 1100 ปีก่อน BC. เมืองหลวงอยู่ที่ "ฉางอัน"
    • โจวตะวันตก ประมาณ  770-256 BC. เมืองหลวงย้ายมาอยู่ที่ "ลัวหยาง"
  • ปกครองยาวนานประมาณ 800 ปี
  • สามารถเอาชนะราชวงศ์ชางได้โดกลศึกรถม้าหุ้มเกาะ
  • ริเริมประเพณีเรียนชื่อราชวงศ์ตามแหล่งอำนาจ โดยเรียกดินแดนตนว่า "จงหยวน (Zong Yuan)"
  • เน้นการบริหารราชการแผ่นดินโดยรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง ขุนนางแต่งตั้งโดยตรงจากจักรพรรดิเท่านั้น

ความก้าวหน้าทางวิทยาการ
-    เกิดนวัตกรรมการถลุงแร่เหล็ก โดยใช้วิทยาการเตาเผา ความร้อนสูง
-      เตาเผาถลุงเหล็กเป็นเตาเผาแบบพ่นลม
-      เครื่องมือเครื่องใช้ อาวุธผลิตจากเหล็ก
-      มีการใช้ทองสัมฤทธิ์ในการผลิตเครื่องใช้ในราชสำนัก ชนชั้นสูง และพิธีกรรม เป็นเครื่องกำหนดสถานะผู้คน
-       การเพาะปลูกได้ผลผลิตมาก จากการใช้เหล็กทำเครื่องมือ
-       การค้าขายสินค้าจากเหล็กมีแพร่หลายจำนวนมาก
-       เครื่องมือเครื่องใช้จากเหล็กกล้ายเป็นเครื่องมือผ่อนแรง การขยายพื้นที่การเกษตร การก่อสร้าง การขุดคู คลอง แม่น้ำ
-         มีการใช้รถม้าเป็นพาหนะ ทำให้การคมนาคมสะดวกขึ้น

เศรษฐกิจ
      ที่ดิน
•     มีการทำสำมโนครัวเรือนและที่ดิน เพื่อประโยชน์ในการเก็บภาษี
•      สมัยตอนต้นใช้ระบบศักดินา โดยขุนนางจะได้รับที่ดิน แรงงาน สัตว์เลี้ยง และเครื่องมือ
•      แรงงานสามารถชื้อ-ขายได้
•      ขุนนางใช้ระบบจัดสรรที่ดินให้แก่ชาวนา ดังนี้
o   ชาวนา 8 ครัวเรือน เข้าทำกินครัวเรือนละ 1 ส่วน
o   ชาวนาทั้ง 8 ส่วน ต้องทำนาให้เจ้าของที่ดิน 1 ส่วน
•   ในตอนปลาย ระบบจัดสรรที่ดินเสื่อมไป เปลี่ยนเป็นระบบจับจองที่ดิน โดยให้ชาวนาเสียภาษีตามจำนวนที่จับจอง (ค่านา)
•    ต่อมาเมื่อรัฐขยายขึ้นที่ดินถูกจัดสรรแก่ชาวนา สามารถมีกรรมสิทธ์ซื้อ-ขายได้ ไม่มีภาระผูกพันกับขุนนาง
•    ชาวนามีหน้าที่เสียภาษีค่านาให้แก่รัฐ
 การเพาะปลูก
•   การเกษตรมีความก้าวหน้า เพราะเครื่องมือทำจากเหล็ก เช่นคันไถ
•    การเพาะปลูกขยายพื้นที่ได้มากขึ้น
•    มีการขุดคลองเพื่อส่งน้ำ และการขนส่งผลผลิต
•     ในตอนปลายชาวนาสามารถบุกเบิกที่ดินทำกินได้อย่างเสรี
•      กลุ่มพืชที่เพราะปลูกได้แก่ ข้าวสาลี ข้าวเจ้า ถั่วเหลือง ธัญพืช
•      มีวิธีการอนุรักษ์ที่ดินโดย ใช้ปุ๋ยมนุษย์ การไถหว่าน ปลูกเรียงแถว การปลูกพืชหมุนเวียน มีระบบระบายน้ำที่ดี
•      มีการจัดระบบชลประทานโดยเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นผู้ดูแล
การค้าขาย
•    สินค้ามีจำนวนมากขึ้นเนื่องจากวิทยาการ การถลุงแร่โลหะเหล็ก
•      เมืองหลวงเป็นศูนย์กลางการค้าการค้ามีความซับซ้อน มีการเรียกเก็บส่วยและอากร
•      ตอนต้นใช้เบี้ยหอยในการแลกเปลี่ยน
•     ในตอนปลายเปลี่ยนมาเป็นใช้เหรียญกษาปณ์ทองแดง (copper)
•     การใช้เงินตรานับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการตลาดอย่างแท้จริง
•      สินค้าที่ทำรายได้งดงามกล้ายเป็นสินค้าต้องห้าม เช่น เหล็ก เกลือ
การเมืองการปกครอง
•    ผู้นำตั้งตนเป็นราชา(wang)บนทฤษฎีคติเดิมของราชวงค์ชาง
•      ยึดถือทฤษฎีอ้างถึงเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
                         - ราชวงค์ชาง คือ พระเจ้าตี้ (TI)
                         -    ราชวงค์โจว คือ พระเทพสวรรค์หรือฟ้า (Tien)
•    คติความเชื่อ คือ พระเทพสวรรค์มอบอำนาจให้ผู้ใดผู้นั้นมีอำนาจในการปกครอง และสามารถเพิกถอน
    อำนาจได้ทุกเมื่อ ราชาเป็นโอรสแห่งสวรรค์ จากความเชื่อดังกล่าวเป็นพลังหลักในการรวมบ้านเมือง
•     จีนถือว่า แผ่นดินมีจักรพรรดิองค์เดียวเหมือนท้องฟ้ามีพระอาทิตย์ดวงเดียว
•     จักรพรรดิทรงไว้ซึ่งอำนาจเด็ดขาดเพียงผู้เดียว
•     จักรพรรดิเป็นผู้เชื่อมต่อพิภพกับสวรรค์ (เป็นผู้ติดต่อสวรรค์)
•      การปกครองที่ดีคือการปกครองตามประสงค์ของสวรรค์จึงต้องมีการตั้งพิธีบวงสรวง
•      จักรพรรดิและผู้ปกครองต้องปกครองโดยธรรม
•       พระราชกำเนิดหรือการเป็นโอรสสวรรค์ไม่สามารถคุ้มครองจักรพรรดิผู้ประพฤติผิดธรรม สวรรค์สามารถเพิกถอนให้ผู้อื่นหรือวงศ์อื่นได้
ระเบียบบริหารของรัฐ
•     แผ่นดินโจวขยายตัวจากสังคมเกษตร จึงไม่มีระเบียบบริหารที่ดี
•     การปกครองใช้อำนาจส่วนกลางและวัฒนธรรมเป็นสื่อโดยถือว่า แผ่นดินใดที่มีภาษาวัฒนธรรม 
     พิธีกรรม แบบโจว ถือว่าเป็นโจว
•      โจวใช้กุศโลบายกลืนชาติโดยใช้ภาษาและวัฒนธรรมในวการขยายอำนาจ
•      การปกครองใช้ระบบศักดินาสวามิภักดิ์ โดยมีการแบ่งซอยย่อยไปตามลำดับชั้น
•      การปกครองถือสายสำพันธ์เครือญาติเป็นหลัก โดยผู้ปกครองส่วนใหญ่มาจากเครือญาติพี่น้อง
•      เมืองหลวงมีกำแพงล้อมรอบ เป็นชุมชนขนาดใหญ่
•      เมืองนครรัฐน้อยใหญ่ก็มีการสร้างกำแพงและผังเมืองตามแบบของโจว
•       เมืองนครรัฐเปรียบประดุจรัฐบริวาล ลดลั่นความสำคัญไปตามลำดับส่วนใหญ่เป็นเมืองป้อมปราการ
•      คนที่อยู่ในนครรัฐส่วนใหญ่มักเป็นตระกูลเดียวกันหรือเชื้อชาติเดียวกัน
•      นักรบเป็นชนชั้นผู้ปกครอง
•      ผู้ปกครองตามระดับชั้นได้รับการแต่งตั้งจากจักรพรรดิ  ยศถาบรรดาศักดิ์ และมีพิธีแต่งตั้งเข้ารับตำแหน่ง
      ผู้ปกครองจะได้รับบรรณการเป็นสิ่งของ ที่ดิน และกำลังคน   แรงงาน และมีกองทัพเป็นของตน จัดระเบียบบริหารตามเมืองหลวง ผู้ปกครองจะได้รับบรรณการเป็นสิ่งของ ที่ดิน และกำลังคน   แรงงาน และมีกองทัพเป็นของตน จัดระเบียบบริหารตามเมืองหลวง
การทหาร
•    กองทัพโจว ใช้กลรถศึกหุ้มเกาะหนัก การรบบนหลังม้าและทหารราบ
•    มีการเกณฑ์ชาวนาเป็นทหารราบหรือไพร่ราบ
•    อาวุธหลักเป็นธนู หน้าไม้ ดาบเหล็กปลายยาว
•    เริ่มมีทหารอาชีพรับจ้าง
•     กำลังหลัก คือ ทหารม้าและทหารราบ
•    การรบต้องฝึกตามตำราพิชัยยุทธศิลปะ (Ping-fa) ของชุนจื๊อ
 การเสื่อมของระบบศักดินาสวามิภักดิ์ในยุคปลาย
•    ในยุคหลังได้เกิดบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตจำนวนมาก
•    บรรดานักปราชญ์เห็นว่าผู้ปกครองไม่ได้ปกครองโดยชอบธรรมจึงมีแนวคิดในการปกครองแบบรวมอำนาจโดยมีผู้ปกครองที่มีคุณธรรม
•     เกิดระบบราชาธิปไตย ที่รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง
•     มีการแต่งตั้งเสนาบดีเป็นเจ้ากระทรวง ทบวง กรม เพื่อบริหารราชสำนัก พิธีกรรม ทรัพยากรในแผ่นดิน เก็บส่วยอากร
•    เสนาบดีและผู้ใกล้ชิดเป็นสุภาพชนผู้ทรงความรู้
•    การปกครองนครรัฐ ผู้ปกครองจะต้องมาจากการโปรดเกล้าแต่งตั้ง
•    ระดับล่างของภูมิภาคคือ ระดับเมือง ตำบล หมู่บ้าน
•     การปกครองของส่วนผู้มิภาคเป็นอิสระจากส่วนกลางภายใต้การดูแลของผู้ตรวจการแผ่นดิน
•      เสนาบดีและชนชั้นผู้ดีกลายมาเป็นผู้ปกครอง
•      ชนชั้นนักรบลดลง เนื่องจากการรบกันเอง เพื่อแย่งชิงอำนาจ
•      การเกณฑ์ชาวนามาเป็นทหาร และทหารรับจ้าง นิยมสูงขึ้น
•      ทหารแบบใหม่ที่ทำความดีย่อมได้รับยศถาบรรดาศักดิ์เลื่อนชั้นมาเป็นชนชั้นสูงแทนที่นักรบกลุ่มเดิม
•       บทบาทนักรบหมดลง ไม่สามารถแข่งขันกับชนชั้นปัญญาชนได้
•      ทุกรัฐต่างเสาะแสวงหาคนดีมีฝีมือ มีความรู้ มากกว่านักรบ
•      ความเจริญทางเศรษฐกิจทำให้มีการเปิดถือครองที่ดินโดยเสรี ชาวนาไม่ต้องพึ่งพานักรบอีก
•      ช่างที่เคยผลิตผลงานเพื่อนักรบหันมาผลิตเพื่อประชาชนมากขึ้นก่อให้เกิดรายได้จนสามารถชื้อที่ดินไว้ครอบครองจำนวนมาก
•     พระราชอำนาจถูกถ่ายทอดไปอยู่ในมือชนชั้นผู้ดีมีปัญญา
•      นครรัฐเริ่มมีพื้นที่ปกครองกว้างขว้างจากระบบราชการที่เอื้อต่อการขยายอำนาจของนครรัฐ
•      นครรัฐเข้มแข็งขึ้นท้าทายอำนาจของราชวงค์
•     ปัญหาการถือครองที่ดินเริ่มก่อปัญหาต่อรายได้ของรัฐ
o    ที่ดินของผู้ดีได้รับการยกเว้นภาษีค่านา
o   ที่ดินชนชั้นผู้ดีเพิ่มมากขึ้นจากการซื้อขาย และมอบให้ของชาวนาเพื่อเลี่ยงภาษีจากส่วนกลาง
•    ชาวนาที่ครองที่ดินต้องรับภาระหนักจากภาษีที่ดินราชวงค์ต้องเผชิญการท้าทายอำนาจจากผู้ดีที่มีที่ดิน กำลังคนมากขึ้น และการลุกฮือของชาวนาที่ยากลำเค็ญเรื่อยมา
สังคม
•    เมืองหลวงมีกำแพงคันดินล้อมรอบยาวประมาณ 3 กิโลเมตร
•     ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
•     เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น เกิดเมืองใหม่ตามที่ราบแม่น้ำมีวัดเป็นสูนย์กลางการปกครอง มีกำแพงล้อมรอบเพื่อป้องกันพวกเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์
•    ในเมืองประกอบด้วยที่อยู่ของชนชั้นสูงที่มีรั่วรอบขอบชิด พื้นที่อาศัยของช่าง พื้นที่การค้า แหล่งบันเทิง ร้านอาหาร โรงแรม หอนางโลม พื้นที่ทำไร่ไถนาอยู่นอกกำแพงเมือง
•   ชาวไร่ชาวนาต้องถูกเรียกเกณฑ์ขึ้นป้อม ค่าย ประตูหอ
•    โคตรรวงค์ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 100 แซ่ แต่ละแซ่ล้วนมีอำนาจปกครอง
•    โคตรวงค์หรือแซ่มีกองทัพพร้อมออกศึกเพื่อองค์จักพรรดิ์
สังคมช่วงปลายสมัยโจว
•  ชนชั้นสูงประกอบด้วยผู้นำรัฐ เหล่าขุนนางในราชสำนัก เสนาบดี
•   ชนชั้นกลางได้แก่บริวาล ผู้ติดตามขุนนาง เช่น นักรบ ทนายหน้าหอ เสมียน อาลักษณ์ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผู้ทำงานในทำเนียบ
•   ชนชั้นต่ำ ประกอบด้วย สามัญชน ชาวไร่ ชาวนา ทาส
•   ปัญญาชน ทหาร นักรบ สามารถเลื่อนระดับขึ้นเป็นชนชั้นสูงได้
•    พ่อค้าที่มั่งมี มีอำนาจอิทธิพลในสังคม
•     ชนชั้นสูงต่างต่อสู้กันทุกรูปแบบเพื่อแข่งขันครอบครองชนชั้นล่าง
•     ชนชั้นปกครองที่ครองที่ดินมากขึ้น เป็นการเพิกถอนที่ดินที่ไม่ต้องเสียค่านา
•     ชาวนายอมยกที่ดินให้ผู้ปกครองเพื่อเสียค่าเช่าแทนการเสียภาษี
•     ชนชั้นสูงได้รับการยกเว้นการเสียภาษี การลงโทษประจาน มีสิทธิ์ผูกขาดในการถือครองทรัพยากรธรราชาติ และมนุษย์ มีสิทธ์ในการตั้งพิธีกรรม เมื่อการค้าขายเจริญขึ้น ชนชั้นสูงก็มั่งคั่งขึ้นตาม
•     หัวใจสำคัญของจีนอยู่ที่ชนบท
•    บทบาทสำคัญในการปกครองอยู่ที่ชนชั้นสูง
ภูมิปัญญา
•  ปรัชญา เกิดจาก
§  ความไม่สงบสุขจากสงคราม การแบ่งฝ่าย
§  พิธีกรรมเซ่นไหว้บวงสรวงไม่ได้ทำให้จีนสงบสุขอย่างแท้จริง
§  ราชวงศ์ไม่สามารถล้มล้างได้ เพราะคตินิยมเทวาราชาธิปไตย
•  เกิดแนวคิดของบรรดานักปราชญ์ที่เชื่อว่า “มนุษย์คือสัตว์สังคม และสัตว์การเมือง สังคมจะดีหรือเลว ขึ้นอยู่กับมนุษย์ มิใช้ฟ้าดินลิขิต”
•   เกิดสำนักนักคิดนักปราชญ์นับร้อยแห่ง ที่สำคัญและขึ้อได้แก่
- ขงจื๊อ      - หยิน หยาง (ลัทธินิยมธรรมชาติ)   -เล๋าจื๊อ (เต๋า)      - ม่อจื๊อ (โม่จื๊อ)      - เม่งจื๊อ         - ชุนจื๊อ 
     - เฟยจื๊อ(ฝาเจี่ย-นิตินิยม)
อักษรศาสตร์
-    ในสมัยโจวตอนปลายเกิดวัฒนธรรมต้นแบบชั้นครู (ยุคคลาสสิค)
-   เกิดวรรณกรรมตำราจีนคลาสสิค 3 ประเภท คือ
- ตำรา 5 เล่ม (กวีนิพนธ์, ประวัติศาสตร์, โหราศาสตร์, พิธีกรรม,ประวัติศาสตร์ยุคชุนชิว)
- ตำรา 13 เล่ม (ตำรา 5 เล่ม, ประเพณีกุงหยาง, ประเพณีกูเหลี่ยง, ประเพณีของโจว, พิธีกรรมของ
   ราชวงค์โจว, บทสนทนา, ตำราเม่งจื๊อ, ความกตัญญูกตเวทิตา, ประชุมอธิฐานศัพย์วรรณกรรม )
- ตำรา 4 เล่ม เป็นตำราเรียนของขงจื๊อ (บทสนทนา 2 เล่ม, ตำรามหาวิทยาการ, ตำราว่าด้วยกรรมวิธี )
 ศิลปกรรม
-    เริ่มมีการใช้กระเบื้องมุงหลังคา
-   ใช้อิฐเผ่าไฟเป็นวัสดุก่อสร้าง
-   ใช้หินทำเป็นเสา ฐานเสา ทางระบายน้ำ
-   สร้างบ้านโดยยกพื้นดินอัดแน่น
-   เครื่องทองสัมฤทธิ์นิยมใช้ในราชสำนัก ชนชั้นสูง พิธีกรรม
-  ริเริ่มทำเครื่องเขิน
-    นิยมใช้ตะเกียบในการบริโภคอาหาร
-   รู้จักปรุงอาหาร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น